
การออกแบบระบบน้ำสำหรับการเกษตรเป็นเรื่องที่เกษตรกรทุกคนต้องคิดกันอยู่แล้ว
เพราะระบบน้ำที่ดีนอกจากจะช่วยเพิ่มผลผลิตให้เราได้แล้ว
ยังช่วยประหยัดทั้งค่าน้ำและค่าวัสดุประปาที่เราใช้อีกด้วย
ในวันนี้เรามาดูกันว่าการทำระบบน้ำสำหรับการเกษตรที่ดีเป็นยังไงบ้าง
การทำระบบน้ำในการเกษตร
ระบบน้ำในการเกษตร
คือการเดินน้ำสู่ผืนดินผ่านระบบสายยาง ท่อ
และหัวฉีดน้ำต่างๆ
เหมาะสำหรับการเกษตรในพื้นที่ที่มีน้ำฝนไม่ต่อเนื่อง
หรือมีช่วงน้ำแล้งน้ำแห้ง
จนทำให้ไม่สามารถทำการเกษตรได้
ระบบน้ำในการเกษตรแบ่งได้เป็นสองแบบคือ
ระบบน้ำแบบหยด และ ระบบน้ำพุ่ง
ก่อนที่เราจะไปดูวิธีการติดตั้ง
เราก็ต้องมาดูความสำคัญของระบบน้ำกันก่อน
สาเหตุที่เราต้องพึ่งระบบน้ำก็เพราะว่า
‘น้ำฝน’ ไม่พอนั่นเอง
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ร้อนแถมมีอากาศแห้ง
ถ้าไม่ใช่ช่วงหน้าฝน เราก็คงไม่สามารถปลูก
พืช ผัก หรือ ผลไม้ ได้ในปริมาณที่ดี
บางช่วงถ้าแล้งมากๆพืชผักเราอาจจะตายหมดเลยก็ได้ถ้าเราไม่มีระบบน้ำคอยช่วย
เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า
‘น้ำ’ สำคัญกับการเกษตรแค่ไหน
น้ำที่ดีต้องมีมากพอสำหรับแปลงเกษตรของเรา
หากเราปลูกพืชผักแปลงใหญ่เราก็ควรใช้น้ำบาดาล
หรือหากเราปลูกแปลงเล็กๆไว้กินเองที่บ้าน
เราก็อาจจะใช้น้ำประปาเป็นต้น
นอกจากนั้นแล้ว
‘วิธีการให้น้ำ’
ก็เป็นสิ่งที่เราต้องคิดถึงด้วย
พืชผักบางอย่างใช้น้ำน้อย
หากเราให้ฝืนให้น้ำเยอะเกินวัชพืชข้างๆอาจจะแย่งสารอาหารไปได้
พืชบางอย่างก็ใช้น้ำเยอะ
หากเราให้น้ำน้อยเกินก็จะโตได้ไม่เต็มที่
การติดตั้งระบบน้ำสวนเกษตร
ระบบน้ำสวนเกษตรที่คนนิยมกันมากที่สุดก็คือ
ระบบน้ำผ่านสปริงเกอร์ (หัวฉีดน้ำ)
แบบต่างๆ
ระบบน้ำแบบนี้ลำเลียงน้ำผ่านปั๊มน้ำความดันสูงที่จะอัดฉีดน้ำจากท่อประธานหรือท่อเมนใหญ่เข้าไปในท่อย่อยเพื่อลำเลียงน้ำเข้าไปในหัวฉีดสปริงเกอร์อีกที
โดยส่วนประกอบของระบบน้ำสวนเกษตรแบบนี้คือ
น้ำต้นทาง -
ในกรณีนี้หมายถึงน้ำบาดาลหรือน้ำประปา
เป็นน้ำต้นทางที่เราจะลำเลียงเข้าไปในระบบเกษตรของเรา
น้ำต้นทางควรมีปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้งานของเรา
สามารถคำนวณย้อนหลังจากความเร็วของหัวฉีด
จำนวนของหัวฉีด
และชนิดของพืชผักที่เราปลูก
ถ้าเราต้องใช้ในปริมาณเยอะ
เราก็จำกเป็นต้องมี ‘ถังน้ำ’
ท่อประธาน (ท่อเมน) -
เป็นท่อหลักที่ลำเลียงน้ำเข้าสู่ท่อย่อยๆอีกที
ส่วนมากจะมีขนาด 2” ขึ้น
หากระบบน้ำมีขนาดใหญ่
เราก็ควรจะใช้ท่อที่มีขนาดใหญ่และรับแรงดันน้ำได้เยอะเพื่อป้องกันท่อเสีย
ท่อรั่ว
งสวนเกษตรที่มีขนาดใหญ่ก็ควรเลือกวัสดุที่มีคุณภาพดีตามความเหมาะสม
หากระบบเรามีขนาดใหญ่มาก
เราก็อาจจะใช้ท่อประธานรอง
เพื่อลำเลียงน้ำให้ทั่วถึงมากขึ้น ท่อย่อย
-
คือท่อที่ลำเลียงน้ำจากท่อประธานเข้าสู่ส่วนต่างๆในสวนของเราอีกที
ท่อย่อยส่วนมากจะมีขนาด ½”
หรือ ¾”
(ขึ้นอยู่กับหัวฉีดสปริงเกอร์
และจำนวนน้ำที่เราต้องการฉีดออกมา)
ปั๊มน้ำ -
ใช้ตอนต้นทางเพื่อปั๊มน้ำจากต้นทางเข้าไปในท่อประธาน
และถ้าระบบท่อย่อยเรามีแรงดันไม่พอ
เราก็อาจจะติดตั้งปั๊มน้ำเพิ่มเพื่อให้น้ำไหลอย่างทั่วถึงและเพียงพอสำหรับหัวฉีดทุกจุด
หัวฉีดสปริงเกอร์ - มีทั้งรูปแบบหยด และ
แบบน้ำพุ่ง
ขึ้นอยู่กับชนิดพืชผักที่เราปลูก
พืชผักที่ใช้น้ำไม่เยอะก็ควรใช้เป็นระบบน้ำหยด
เพราะถ้าเราใช้ระบบน้ำอื่นที่ฉีดน้ำมากเกินไป
(เช่นระบบน้ำพุ่ง)
เราก็จะทำให้วัชพืชหรือพืชผักอื่นที่เราไม่ต้องการโตได้
ซึ่งพืชผักพวกนี้ส่วนมากจะมาแย่งสารอาหารจากสิ่งที่เราอยากปลูก
ในบทความนี้เรามาดูกันว่าระบบน้ำหยดทั่วไปนั้นติดตั้งอย่างไร
และมีอะไรที่เราควรรู้บ้าง
ระบบน้ำหยดและข้อควรรู้
ระบบน้ำหยดเป็นระบบน้ำเกษตรที่คนพูดถึงบ่อยมาก
ชาวเกษตรส่วนมากชอบระบบน้ำแบบนี้เพราะใช้น้ำน้อยกว่าและเหมาะกับการปลูกพืชผักในไทยหลายชนิด
ทั้งต้นไม้ ผัก ผลไม้ต่างๆ
ข้อดีของระบบน้ำหยดก็คือ
‘ความสม่ำเสมอ’ ของการหยดน้ำ
ระบบน้ำแบบนี้ทำให้เราสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ง่ายซึ่งนอกจากจะประหยัดงบแล้ว
ยังช่วยให้พืชผักของเรารับสารอาหารได้เพียงพออีกด้วย
ที่สำคัญหัวฉีดระบบน้ำหยัดยังมีราคาประหยัด
หาซื้อได้หัวละไม่ถึงห้าบาทด้วยซ้ำ
หากเทียกับหัวฉีดน้ำแบบอื่นแล้ว
ราคาดีกว่ากัน 20-30%
ถ้าเราปลูกสวนขนาดใหญ่จะช่วยประหยัดได้เยอะมาก
เกษตรกรมือใหม่อาจจะลืมคิดไป
แต่สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบน้ำหยดก็คือ
‘ดิน’
ดินที่ดีสำหรับระบบน้ำหยดต้องไม่ขังน้ำ
หากเราออกแบบระบบน้ำและดูแลดินไม่ดี
ดินอาจจะขังน้ำและทำให้น้ำแฉะ
ซึ่งสำหรับพืชผักที่ไม่ต้องการน้ำเยอะๆในระบบแบบนี้
อาจจะทำให้พืชผักเราตายได้
ข้อแนะนำก็คือการยกโคนต้นให้สูงขึ้นมาหน่อยเพื่อให้น้ำไม่ขังแถวปลายรากมาก
อย่างไรก็ตาม ‘ความสูงของราก’
และ ‘ปริมาณน้ำ’
ที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผล
ในกรณีนี้เราอาจจะต้องศึกษาหรือทำการทดลองปริมาณที่เหมาะสมสำหรับระบบน้ำหยดของเราเอง
อุปกรณ์ที่ใช้ในการวางระบบน้ำ
นอกจากหัวฉีดสปริงเกอร์ที่เราได้ดูกันไปแล้ว
‘ปั๊มน้ำ’ และ
‘ท่อน้ำ/ท่อประปา’
ก็เป็นวัสดุที่เราต้องดูกัน
ปั๊มน้ำ
สามารถหาซื้อได้จากร้านขายอุปกรณ์เกษตรทั่วไป
มีตัวเลือกไม่ค่อยเยอะเท่าไร
เราแค่ต้องเลือกจำนวนแรงม้าให้เหมาะสมกับการใช้งานของเราก็พอ
โดยรวมแล้วท่อ 2” ควรใช้แรงดัน 2
แรงม้า
อย่างไรก็ตามเราก็ควรดูความยาวของท่อและปริมาณน้ำที่เราต้องจ่ายไปท่อย่อยทั้งหมดด้วย
วิธีการเลือกปั๊มน้ำที่ดีที่สุดก็คงไม่พ้น
‘การคำนวณ’ อยู่ดี
ท่อน้ำ (หมายถึงทั้งท่อประธาน และ
ท่อย่อย)
เป็นส่วนที่เราควรใส่ใจในการเลือกซื้อเป็นพิเศษ
เนื่องจากว่าเราต้องใช้ในจำนวนมากและมีราคารวมค่อนข้างแพง
หากเลือกซื้อผิดอาจจะเสียหายหลายหมื่นหลายแสนบาทได้
ท่อน้ำที่นิยมใช้ในระบบน้ำการเกษตรมีอยู่
2 อย่าง ก็คือท่อ PE และ ท่อPVC
ท่อพีอีจะมีราคาถูกกว่าสำหรับท่อขนาดเล็กกว่า
20มม ทำให้เหมาะกับการเกษตรขนาดย่อม
แต่ท่อ PVC มีความทนทานมากกว่า
หาซื้อง่ายกว่า
ซึ่งเหมาะกับระบบการเกษตรที่ต้องใช้ท่อขนาดใหญ่กว่า
2 นิ้ว (หรือท่อประธาน)
โดยรวมแล้วคนทั่วไปก็จะแนะนำให้ใช้ท่อ PVC
ในความจริงแล้ว
ราคาตลาดของท่อพีวีซีก็ไม่ถือว่าแพงเท่าไร
ถ้าเลือกใช้ให้ดีแล้วซื้อมีจำนวนก็สามารถช่วยประหยัดได้เยอะ
การวางระบบน้ำในสวนเกษตรสวนผลไม้
การวางระบบน้ำในแต่ละที่นั้นต้องมีข้อจำกัดที่ไม่เหมือนกัน
ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุนจริงจังกับสวนของเรา
เรามาดูข้อควรระวังกันก่อน
ปริมาณน้ำที่ใช้ -
พืชผักผลไม้แต่ละชนิดใช้ปริมาณน้ำไม่เท่ากัน
ชนิดของพืชผักแต่ละอย่างทำให้เราต้องดูทั้งชนิดดิน
วิธีการออกแบบระบบน้ำ
และเลือกซื้ออุปกรณ์การเกษตรที่เหมาะสมกับการปลูกของเรา
ช่วงเวลาการเติบโต -
ผลไม้เช่นทุเรียนต้องการปริมาณน้ำมากน้อยขึ้นอยู่กับช่วงการเจริญเติบโต
ในช่วงเริ่มออกดอกใหม่ๆเราควรควบคุมประมาณน้ำให้พอเพียง
แล้วค่อยลดปริมาณน้ำหลังจากดอกเริ่มโตเป็นต้น
การให้น้ำอย่างเพียงพอจะช่วยทำให้ผลผลิตเราออกมาดี
แถมยังช่วยประหยัดค่าน้ำเราได้ด้วย
การจัดวางระยะปลูก -
หากเราต้องการปลูกผลไม้ให้ได้ผลผลิตมากที่สุดสำหรับพื้นที่ของเรา
เราก็ต้องคำนึงถึงการจัดวางระยะปลูก
เราต้องจัดวางพืชผักผลไม้ของเราไม่ให้แย่งสารอาหารกันเอง
ให้การรดน้ำทั่วถึง
และให้ได้รับแสงแดงอย่างพอเพียงทุกที่
ระยะเวลาปลูกของเรา -
เราต้องการปลูกให้ได้ผลลัพธ์ระยะยาวหรือระยะสั้น
การปลูกให้ได้ผลเยอะใน 3-5
ปีมีการออกแบบไม่เหมือนกับการปลูกให้ได้ผลเยอะใน
2-3 ปี
ในกรณีนี้เราต้องกลับมาดูเงินหมุนและระยะปัญผลที่เรายอมรับได้กัน
โรคและแบคทีเรียต่างๆ -
ยกตัวอย่างเช่นหากเราปลูกส้ม
โรคกรีนนิ่งหรือเชื้อแบคทีเรียที่ทำลายสารอาหารของส้มก็เป็นสิ่งที่เราควรระวัง
ก่อนปลูกพืชผลไม้แต่ละอย่างให้ศึกษาโรคหรือแบคทีเรียที่สำคัญสำหรับผลผลิตของเราด้วย
ข้อนี้ดูอาจจะไม่เกี่ยวกับระบบน้ำเท่าไร
แต่แมลงหรือแบคทีเรียต่างๆต้องแก้จากระบบน้ำของเราเลย
การทำระบบน้ำสำหรับการเกษตรมีขั้นตอนเยอะ
และมีปัจจัยยุ่งยากหลายอย่างเลย
การเกษตรเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนและใส่ใจให้เวลาเยอะมากๆ
หากเราไม่ออกแบบการทำระบบให้ดีตั้งแต่แรก
ปัญหาที่ตามมาอีกหกเดือน
หรือหนึ่งปีภายหลังจะมีเยอะมาก
ขอบคุณที่มาจาก
torpvc.com
https://www.kroobannok.com/87598