
น้อมเกล้ารำลึกพระปิยมหาราช
พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 คือ การประกาศเลิกทาส
ทำให้ปวงชนชาวไทยได้เป็นไทมาจวบจนทุกวันนี้
ในรัชสมัยของพระองค์
สยามประเทศได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความวัฒนาให้กับชาติเป็นจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้า การไปรษณีย์ โทรเลข
โทรศัพท์ ฯลฯ
ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้เกิดแก่ประชาชน
ทวยราษฎร์ทั้งปวงจึงน้อมใจแสดงความจงรักภักดี
ด้วยการถวายพระนามว่า
"พระปิยมหาราช"
หรือพระพุทธเจ้าหลวง และกำหนดให้ทุกวันที่
23 ตุลาคม เป็น
วันปิยมหาราช

ความเป็นมาของ
วันปิยมหาราช
เมื่อวันที่
23 ตุลาคม พ.ศ. 2453
ได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้กับประเทศไทยครั้งใหญ่หลวง
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 ทรงประชวรเสด็จสวรรคต ณ
พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต
เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นที่เคารพรักของทวยราษฎร์
ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอเนกประการ
ทั้งในการปกครองบ้านเมืองและพระราชทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชนทุกหมู่เหล่า
ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 6 ทางราชการได้ประกาศให้วันที่
23 ตุลาคม
ซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นวันที่ระลึกสำคัญของชาติเรียกว่า
"วันปิยมหาราช"
และกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ
เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งต่อมาเป็น
"กรุงเทพมหานคร"
ร่วมด้วยกระทรวงวัง ซึ่งต่อมาเป็น
"สำนักพระราชวัง"
ได้จัดตกแต่งพระบรมราชานุสาวรีย์
ตั้งราชวัติฉัตร 5 ชั้น ประดับโคมไฟ
ทอดเครื่องราชสักการะที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล
วันปิยมหาราช
ครั้งแรกเกิดขึ้นถัดจากปีที่ได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายแล้วเสด็จฯ
ไปถวายพวงมาลา
ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะที่พระบรมราชานุสาวรีย์
พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์
พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.
2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4
ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์
(สมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี)
เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา
ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น
"กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรลังกาศ"
ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา
ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น
"กรมขุนพินิตประชานาถ"
บรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11
พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 ทรงพระนามว่า
"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"
เนื่องจากขณะนั้นมีพระชันษาเพียง 16 ปี
ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ
สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง
บุนนาค) จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
และสถาปนากรมหมื่นบวรวิชัยชาญ
พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญพระมหาอุปราช
ระหว่างที่สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้น
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
ก็ทรงใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาเป็นอันมาก
เช่น โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์
โบราณคดี ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ
วิชามวยปล้ำ วิชากระบี่กระบอง
และวิชาวิศวกรรม
ในตอนนี้ยังได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา
2 ครั้ง เสด็จประพาสอินเดีย 1 ครั้ง
การเสด็จประพาสนี้มิใช่เพื่อสำราญพระราชหฤทัย
แต่เพื่อทอดพระเนตรแบบแผนการปกครองที่ชาวยุโรปนำมาใช้ปกครองเมืองขึ้นของตน
เพื่อจะได้นำมาแก้ไขการปกครองของไทยให้เหมาะสมแก่สมัยยิ่งขึ้น
ตลอดจนการแต่งตัว การตัดผม
การเข้าเฝ้าในพระราชฐานก็ใช้ยืน
และนั่งตามโอกาสสมควร
ไม่จำเป็นต้องหมอบคลานเหมือนแต่ก่อน
เมื่อพระชนมายุบรรลุพระราชนิติภาวะ
ได้ทรงผนวชเป็นเวลา 2 สัปดาห์
แล้วจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่
2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416
และนับจากนั้นมาก็ทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน
ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ
ทรงปกครองทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้มั่งคั่งสมบูรณ์
ดัวยรัฐสมบัติ
พิทักษ์พสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข
บำบัดภัยอันตรายทั้งภายในภายนอกประเทศ
ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ
อันก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ
ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์
และสามารถธำรงเอกราชไว้ตราบจนทุกวันนี้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อวันที่
23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 รวมพระชนมายุได้ 58
พรรษา ครองราชสมบัติมานานถึง 42
ปี

พระราชกรณียกิจ
พระราชกรณียกิจที่สำคัญในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
อาทิเช่น
1.การเลิกทาส
เป็นพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่ง
ที่ทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสมัญญาว่า
"สมเด็จพระปิยมหาราช"
ด้วยพระองค์ทรงเห็นว่า
มีทาสในแผ่นดินเป็นจำนวนมาก
และลูกทาสในเรือนเบี้ยจะสืบต่อการเป็นทาสไปจนรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ถ้าไม่มีเงินมาไถ่ตัวเองแล้ว
ต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต
พระองค์จึงทรงมีพระทัยแน่วแน่ว่า
จะต้องเลิกทาสให้สำเร็จ
แม้จะเป็นเรื่องยากลำบาก
เพราะทาสมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ
อีกทั้งเจ้านายที่เป็นใหญ่ในสมัยนั้นมักมีข้ารับใช้
เมื่อไม่มีทาส
บุคคลเหล่านี้อาจจะไม่พอใจและก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเหมือนกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้ว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
จึงตราพระราชบัญญัติขึ้น เมื่อวันที่ 21
สิงหาคม พ.ศ. 2417
ให้มีผลย้อนหลังไปถึงปีที่พระองค์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ
มีบัญญัติว่า ลูกทาสซึ่งเกิดเมื่อปีมะโรง
พ.ศ. 2411 ให้มีสิทธิได้ลดค่าตัวทุกปี
และพอครบอายุ 21 ปี
ก็ให้ขาดจากความเป็นทาสทั้งชายและหญิง
จากนั้นใน พ.ศ. 2448
จึงได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น
เรียกว่า "พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.
124" (พ.ศ. 2448)
เลิกลูกทาสในเรือนเบี้ยอย่างเด็ดขาด
เด็กที่เกิดจากทาส
ไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป
และการซื้อขายทาสเป็นโทษทางอาญา
ส่วนผู้ที่เป็นทาสอยู่แล้ว
ให้นายเงินลดค่าตัวให้เดือนละ 4 บาท
จนกว่าจะหมด
ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน
ในเวลาเพียง 30 ปีเศษ
ทาสในเมืองไทยก็หมดไปโดยไม่เกิดการนองเลือดเหมือนกับประเทศอื่นๆ
2.การปฏิรูประบบราชการ
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราระเบียบการปกครองขึ้นใหม่
แยกหน่วยราชการออกเป็นกรมกองต่างๆ
มีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะไม่ก้าวก่ายกัน
จากเดิมมี 6 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย,
กระทรวงลาโหม, กระทรวงนครบาล, กระทรวงวัง,
กระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตราธิการ
ได้เพิ่มอีก 4 กระทรวง รวมเป็น 10 กระทรวง
ได้แก่ กระทรวงธรรมการ
มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับกิจการของพระสงฆ์
และการศึกษา, กระทรวงยุติธรรม
มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับคดีความที่ต้องตัดสินต่าง
ๆ , กระทรวงโยธาธิการ
มีหน้าที่ดูแลตรวจตราการก่อสร้าง การทำถนน
ขุดลอกคูคลอง งานที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง
และกระทรวงการต่างประเทศ
มีหน้าที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ
3.การสาธารณูปโภค
การประปา
ทรงให้กักเก็บน้ำจากแม่น้ำเชียงรากน้อย
จังหวัดปทุมธานี
และขุดคลองเพื่อส่งน้ำเข้ามายังสามเสน
พร้อมทั้งฝังท่อเอกติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการทำน้ำประปาขึ้นในเดือน
กรกฎาคม พ.ศ. 2452
การคมนาคม
วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้เสด็จพระราชดำเนินไปขุดดินก่อพระฤกษ์
เพื่อประเดิมการสร้างทางรถไฟไปนครราชสีมา
แต่ทรงเปิดทางรถไฟกรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยาก่อน
จึงนับว่าเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นทางรถไฟแห่งแรกของไทย
นอกจากนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพาน
และถนนอีกมากมาย คือ ถนนเยาวราช
ถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินนอก
ถนนดินสอ ถนนบูรพา ถนนอุณากรรณ เป็นต้น
และโปรดให้ขุดคลองต่าง ๆ
เพื่อใช้เป็นแนวทางคมนาคม
และส่งเสริมการเพาะปลูก
การสาธารณสุข
เนื่องจากการรักษาแบบยากลางบ้านไม่สามารถช่วยคนได้อย่างทันท่วงที
จึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 200
ชั่ง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงพยาบาลวังหลัง
ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น
"โรงพยาบาลศิริราช"
เปิดทำการรักษาประชาชนเป็นครั้งแรกเมื่อ
26 เมษายน พ.ศ. 2431
การไฟฟ้า
พระองค์ทรงมอบหมายให้กรมหมื่นไวยวรนาถ
เป็นแม่งานในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า
เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
และสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนครั้งแรกเมื่อปี
พ.ศ. 2433
การไปรษณีย์
โปรดให้เริ่มจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2424
รวมอยู่ในกรมโทรเลข ซึ่งได้จัดขึ้นตั้งแต่
พ.ศ. 2412 โดยโทรเลขสายแรกคือ
ระหว่างจังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร)
กับจังหวัดสมุทรปราการ
4.การเสด็จประพาส
การเสด็จประพาสเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญอันหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยหลังจากเกิดกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสแล้ว
ก็ได้เสด็จประพาสยุโรป 2 ครั้ง ในปี พ.ศ.
2440 ครั้งหนึ่ง และในปี พ.ศ. 2450
อีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง
ๆ ในยุโรป ตลอดจนประเทศฝรั่งเศสด้วย
อีกทั้งยังได้ทรงเลือกสรรเอาแบบแผนขนบธรรมเนียมอันดีในดินแดนเหล่านั้นมาปรับปรุงในประเทศให้เจริญขึ้น
ในการเสด็จประพาสครั้งแรกนี้
ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาตลอดระยะทางถึงสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระบรมราชินีนาถ
(ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็น
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชเทวี)
ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
พระราชหัตถเลขานี้ต่อมาได้รวมเป็นหนังสือเล่มชื่อ
"พระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน"
ให้ความรู้อย่างมากมายเกี่ยวแก่สถานที่ต่าง
ๆ ที่เสด็จไป
ส่วนภายในประเทศ
ก็ทรงถือว่าการเสด็จประพาสในที่ต่าง ๆ
เป็นการตรวจตราสารทุกข์สุขดิบของราษฎรได้เป็นอย่างดี
พระองค์จึงได้ทรงปลอมแปลงพระองค์ไปกับเจ้านายและข้าราชการ
โดยเสด็จฯ
ทางเรือมาดแจวไปตามแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ
เพื่อแวะเยี่ยมเยียนตามบ้านราษฎร
ซึ่งเรียกกันว่า "ประพาสต้น"
ซึ่งได้เสด็จ 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ. 2447
และในปี พ.ศ. 2449
อีกครั้งหนึ่ง
5.การศึกษา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา
จึงโปรดให้สร้างโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง
คือ
"โรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก"
ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น"โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ" ต่อมาโปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรขึ้นเป็นแห่งแรก
คือ"โรงเรียนวัดมหรรณพาราม"
และในที่สุดได้โปรดให้จัดตั้งกระทรวงธรรมการขึ้น
เมื่อปี พ.ศ. 2435
(ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ)
เพื่อดูแลเรื่องการศึกษาและการศาสนา
6.การปกป้องประเทศจากการสงครามและเสียดินแดน
เนื่องจากลัทธิจักรวรรดินิยมได้แผ่อิทธิพลเข้ามาตั้งแต่ปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงใช้ปรีชาสามารถอย่างสุดพระกำลังที่จะรักษาประเทศชาติให้รอดพ้นจากวิกฤติการณ์
ถึงแม้ว่าจะต้องสูญเสียดินแดนบางส่วนไปก็ตาม
โดยดินแดนที่ต้องเสียให้กับต่างชาติ
ได้แก่
พ.ศ. 2431
เสียดินแดนในแคว้นสิบสองจุไทย
พ.ศ. 2436
เสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง
ให้ฝรั่งเศส
และฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีไว้
พ.ศ. 2447
เสียดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส
เพื่อแลกกับเมืองจันทบุรี
แต่ฝรั่งเศสได้ยึดตราดไว้แทน
พ.ศ. 2449
เสียดินแดนที่เมืองพระตะบอง เสียมราฐ
และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับตราด
และเกาะทั้งหลาย
แต่การเสียดินแดนครั้งสุดท้ายนี้ไทยก็ได้ประโยชน์อยู่บ้าง
คือฝรั่งเศสยอมยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต
ยอมให้ศาลไทยมีสิทธิที่จะชำระคดีใด
ๆ ที่เกิดขึ้นแก่ชาวฝรั่งเศส
ไม่ต้องไปขึ้นศาลกงสุลเหมือนแต่ก่อน
ส่วนทางด้านอังกฤษ
ประเทศไทยได้เปิดการเจรจากับรัฐบาลอังกฤษ
รวมถึงเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตด้วย ใน
พ.ศ. 2454 อังกฤษจึงยอมตกลงให้ชาวอังกฤษ
หรือคนในบังคับอังกฤษมาขึ้นศาลไทย
และยอมให้ไทยกู้เงินจากอังกฤษ
เพื่อนำมาใช้สร้างทางรถไฟสายใต้จากกรุงเทพฯ
ถึงสิงคโปร์
เพื่อตอบแทนประโยชน์ที่อังกฤษเอื้อเฟื้อ
ทางฝ่ายไทยยอมยกรัฐกลันตัน
ตรังกานูและไทยบุรี
ให้แก่สหรัฐมลายูของอังกฤษ

ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น
พ.ศ. 2411
เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
พ.ศ. 2412
ทรงโปรดเกล้าให้สร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์
พ.ศ. 2413
เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา, โปรดฯ
ให้ยกเลิกการไว้ผมทรงมหาดไทย
พ.ศ. 2415
ทรงปรับปรุงการทหารครั้งใหญ่,
โปรดให้ใช้เสื้อราชปะแตน,
โปรดให้สร้างโรงเรียนหลวงสอนภาษาอังกฤษแห่งแรกขึ้นในพระบรมหาราชวัง
พ.ศ. 2416
ทรงออกผนวชตามโบราณราชประเพณี,
โปรดให้เลิกประเพณีหมอบคลานในเวลาเข้าเฝ้า
พ.ศ. 2417
โปรดให้สร้างสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน,
ตั้งโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (ปัจจุบันคือ
โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย)
และให้ใช้อัฐกระดาษแทนเหรียญทองแดง
พ.ศ. 2424
เริ่มทดลองใช้โทรศัพท์ครั้งแรก
เป็นสายระหว่างกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ,
สมโภชพระนครครบ 100 ปี มีการฉลอง 7 คืน 7
วัน
พ.ศ. 2426
โปรดให้ตั้งกรมไปรษณีย์
เริ่มบริการไปรษณีย์ในพระนคร,
ตั้งกรมโทรเลข
และเกิดสงครามปราบฮ่อครั้งที่
2
พ.ศ. 2427
โปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนราษฎร์ทั่วไปตามวัด
โรงเรียนแห่งแรกคือ
โรงเรียนวัดมหรรณพาราม
พ.ศ. 2429
โปรดฯ ให้เลิกตำแหน่งมหาอุปราช
ทรงประกาศตั้งตำแหน่งมกุฏราชกุมารขึ้นแทน
พ.ศ. 2431
เสียดินแดนแคว้นสิบสองจุไทให้แก่ฝรั่งเศส,
เริ่มการทดลองปกครองส่วนกลางใหม่,
เปิดโรงพยาบาลศิริราช, โปรดฯ
ให้เลิกรัตนโกสินทร์ศก
โดยใช้พุทธศักราชแทน
พ.ศ.
2434 ตั้งกระทรวงยุติธรรม,
ตั้งกรมรถไฟ
เริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ-นครราชสีมา
พ.ศ. 2436
ทรงเปิดเดินรถไฟสายเอกชน
ระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำ,
กำเนิดสภาอุนาโลมแดง
(สภากาชาดไทย)
พ.ศ. 2440
ทรงเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก
พ.ศ. 2445
เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส
พ.ศ. 2448
ตราพระราชบัญญัติยกเลิกการมีทาสโดยสิ้นเชิง
พ.ศ. 2451
เปิดพระบรมรูปทรงม้า
พ.ศ. 2453
เสด็จสวรรคต

ภาพประกอบจาก
Blanscape /
Shutterstock.com
พระบรมราชานุสาวรีย์
พระบรมรูปทรงม้า
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการ พ่อค้า คหบดี
ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ได้ร่วมใจกันรวบรวมเงินจัดสร้างอนุสาวรีย์ถวายเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช
ผู้ทรงสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม
และเนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงครองราชย์นานถึง
40 ปี
พระบรมรูปทรงม้านี้
หล่อด้วยโลหะชนิดทองบรอนซ์
พระองค์ใหญ่กว่าขนาดจริงเล็กน้อย
ประดิษฐานบนแท่นหินอ่อนอันเป็นแท่นรองสูงประมาณ
6 เมตร กว้าง 2 เมตรครึ่ง ยาว 5 เมตร
ห่างจากฐานของแท่นออกมามีรั้วเตี้ย ๆ
ลักษณะเป็นสายโซ่ขึงระหว่างเสาล้อมรอบกว้าง
9 เมตร ยาว 11 เมตร
ที่แท่นด้านหน้ามีคำจารึกบนแผ่นโลหะติดประดับสรรญเสริญว่า
"คำจารึกฐานองค์พระบรมรูปทรงม้า
ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนากาลล่วงแล้ว
2451พรรษา จำเดิมแต่พระมหาจักรีบรมราชวงศ์
ได้ประดิษฐาน แลดำรงกรุงเทพมหานคร
อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยาเป็นปีที่
127 โดยนิยม"
สำหรับแบบรูปของพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ
ได้จ้างช่างหล่อชาวฝรั่งเศส แห่งบริษัทซูซ
เซอร์เฟรส ฟองเดอร์เป็นผู้หล่อ ณ
กรุงปารีส
เลียนแบบพระบรมรูปทรงม้าของพระเจ้าหลุยส์ที่
14
ที่ประดิษฐานอยู่หน้าพระราชวังแวร์ซายส์
ในประเทศฝรั่งเศส
เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช
รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2
ในปี พ.ศ.2450
พระองค์ได้เสด็จประทับให้ช่างปั้นพระบรมรูป
เมื่อวันที่ 22 สิงหคม ศกนั้น
พระบรมรูปเสร็จเรียบร้อย
และส่งเข้ามายังกรุงรัตนโกสินทร์ในทางเรือ
เมื่อ พ.ศ.2451
โปรดให้ประดิษฐานไว้ ณ
พระลานหน้าพระราชวังดุสิต
ระหว่างพระราชวังสวนอัมพรกับบสนามเสือป่า
ทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งอนันตสมาคม
ทรงประกอบพระราชพิธีเปิดพระบรมรูปนี้ในวันที่
11 พฤศจิกายน พ.ศ.2451
ตรงกับวันพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกครองราชสมบัติได้
40 ปี
เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระบรมรูปทรงม้า
ขึ้นประดิษฐานบนแท่นรองที่หน้าพระลานพระราชวังดุสิต
ที่ประจักษ์อยู่ในปัจจุบันนี้
โดยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรมหาวชิราวุธ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร
ทรงอ่านคำถวายพระพรชัยมงคล
เสร็จแล้วจึงน้อมเกล้าฯ
ถวายพระบรมรูปทรงม้า
กราบบังคมทูลอัญเชิญให้พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช
พระราชบิดาให้ทรงเปิดผ้าคลุมพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นปฐมฤกษ์
เพื่อประกาศเกียรติคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ให้สถิตสถาพรปรากฏสืบไปชั่วกาลนาน
กิจกรรมใน
วันปิยมหาราช
ในวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งราชการและภาคเอกชน นักเรียน-นิสิตนักศึกษา รวมทั้งประชาชนจะมาวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ และถวายบังคมที่พระบรมรูปทรงม้า เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทำบุญตักบาตอุทิศเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ในหน่วยงาน และโรงเรียน มหาวิทยาลัย จะจัดนิทรรศการเผยแพร่พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นการประกาศเกียรติคุณให้ไพศาลสืบไป
ขอขอบคุณกระปุกดอทคอม