หน้าหลัก > ข่าว > บทความวิชาการ > แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทย กาญจนบุรี - พม่า (ด่านพุน้าร้อนกาญจนบุรี)
แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทย กาญจนบุรี - พม่า (ด่านพุน้าร้อนกาญจนบุรี)

ผู้ดูแลเว็บ ศูนย์ให้การศึกษาสมุดสงคราม
2022-01-18 09:27:50

แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทย กาญจนบุรี - พม่า                  (ด่านพุน้าร้อนกาญจนบุรี)

         การศึกษาเร่ืองแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทยกาญจนบุรี - พม่า (ด่านพุน้าร้อนกาญจนบุรี) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรชายแดนไทยกาญจนบุรี - พม่า (ด่านพุน้า ร้อนกาญจนบุรี) ปัจจัยที่มีผลต่อความตังใจซือสินค้าเกษตร ซึ่งได้แก่ ความต้องการพัฒนาการค้า (ด้านธุรกิจท่องเที่ยวขนาดย่อม การพัฒนาตลาดสดปลอดสารพิษ ธุรกิจเกษตรพอเพียง) ปัจจัยที่มีผลต่อความเต็มใจที่จะจ่ายราคาสูง ซ่ึงได้แก่ การสื่อสารการตลาดใน องค์ประกอบของเมือง (ด้านคุณค่าแท้จริงของตรา ด้านอัตลักษณ์ตรา ด้านภาพลักษณ์ตรา) และบูรณาการผลการวิจัยเพื่อศึกษาแนว ทางการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทยกาญจนบุรี - พม่า (ด่านพุน้าร้อนกาญจนบุรี) กลุ่มเป้าหมายคือ นักท่องเท่ียวท่ีมาท่องเที่ยว ชายแดนไทยกาญจนบุรี จ้านวน 400 คน ซึ่งผู้วิจัยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ ข้อมูลที่รวบรวมโดยใช้แบบสอบถามจากนักท่องเที่ยว สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมานคือ สถิติการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุแบบขันตอน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตังใจซือสินค้าเกษตร ได้แก่ ความ ต้องการพัฒนาการค้า ด้านธุรกิจท่องเที่ยวขนาดย่อม ด้านการพัฒนาตลาดสดปลอดสารพิษ และด้านธุรกิจเกษตรพอเพียง มีค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .499 ซ่ึงความต้องการพัฒนาการค้า ด้านธุรกิจท่องเท่ียวขนาดย่อม ปัจจัยที่มีผลต่อความตังใจซือสินค้า เกษตรชายแดนไทยกาญจนบุรี - พม่า (ด่านพุน้าร้อนกาญจนบุรี) และการส่ือสารการตลาดในองค์ประกอบของเมือง (ด้านคุณค่าแท้จริง ของตรา ด้านอัตลักษณ์ตรา ด้านภาพลักษณ์ตรา) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .679

Credit : อทิตยา บัวศรี // วรีญา คลังแสง // ชลภัสสรณ์ สิทธิวรงค์ชัย

https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/256637